สายเดินทาง....1

posted on 15 May 2012 00:10 by droptal

     ผม เพื่อน และพี่เราทุกคนชื่นชอบการออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยมอไซค์ในระยะทางยาวๆบ้างครั้งก็ไปเหนือ หลายครั้งก็ไปอีสาน ครั้งนี้เราก็ได้ขี่มอไซค์ท่องเที่ยวกันอีกครั้งหากแต่ว่าจุดหมายปลายทางเป็นการเดินทางลงใต้ไปกระบี่

      มอไซค์สายพันธุ์แข่งที่เลิกผลิตมามากกว่าสี่สิบปี บัดนี้ถูกปลุกขึ้นมาเพื่อเดินทางอีกครั้งผมเดินทางโดยไปเจอะเจอพี่อ็อดๆที่หน้าดอนเมืองโทลเวย์ เพื่อเดินทางไปด้วยกันโดยนัดอีกหมายไว้ที่หน้าธนาคารกรุงเทพตรงข้ามกับห้างพันธ์ทิพยแถวย่านงามวงค์วาน

     การเดินทางท่องเที่ยวด้วยมอไซค์ แรกเริ่มเดิมที่ผมก็ไม่เข้าใจว่าผมจะสานสัมพันธ์ได้ดีกว่าการได้พูดคุยกันบนรถไฟ การได้ในคู่กันในรถบขส. หรือแม้แต่การเฮฮาเดินทางไปรถกระบะด้วยกันหากคุณคิดว่าการเดินทางด้วยมอไซค์ไม่ได้พูดคุยกัน ไม่ได้เรียนรู้กันไม่ก่อเกิดประสบการณ์กันเหมือนที่ผมเคยคิด สิ่งนั้นไม่ถูกครับเราเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านเสียงคำราม ณ ปลายท่อเราเติมคันเร่งเพื่อบดบังอันตรายให้พี่น้องเวลาจะแซง จะเลี้ยว เราใช้ชีวิตของเรา หัวใจของเราเดินทางไปด้วยกัน มีเพียงการยกมือขอบใจ การยกมือห้ามปราม เรียบง่ายหนักแน่น ไม่มีมากกว่าน้อยกว่า ทุกคนมีสองขา มีสองล้อ กับหนึ่งเป้าหมาย ลมหายใจสอดประสานเสียงเครื่องยนต์เรียงร้อยเข้าออกขึ้นลงลูกเร่ง เติมความเร็วเพื่อการเดินทางที่ไวขึ้น ลดความเร็วเพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยมากขึ้น

     ใช่เรากำลังขี่มอไซค์ เราใช้มัน มันสอนเราถึงวิธีการ มีรุ่นพี่ในวงการเรียนสองสิ่งนี้ว่าMen and Machine มีแค่สองสิ่งเท่านั้นในการเดินทาง ลืมเล่าให้ฟังไปเนื่องจากมอไซค์ที่ผมขี่เป็นมอไซค์แข่งโบราณเบาะส่วนมากยังคงมีกลิ่นไออันนั้นอยู่ มันสามารถนั่งได้เพียงที่เดียวเท่านั้น....(2)

คืนใจ..

posted on 03 May 2012 23:05 by droptal
ริมรั้วภายในวัดหัวลำโพง...
ยินเสียงสวดมากมายหลากหลายศาลา
มีเพียงเสียงเดียวในใจที่เข้ามา
เสียงนั้นคงไว้คำถาม...ครึ่งชีวิตแล้วเล่นพอหรือยัง
 

270412

posted on 27 Apr 2012 23:47 by droptal
กลับมานั่งพิมพ์เรื่องราวต่างๆอีกครั้งหลังจากที่หายไปซิ่งมอไซค์เล่นตามวัย
เรื่องราวต่อไปคงต้องเล่าเรื่องที่ผ่านเข้ามาตัดกับเส้นป่ะที่ตัดความเร็ววิ่งทะลุ
เคลื่อนตัวจากกรุงเทพลงกระบี่
 
เรื่องราวเล่านั้นไม่มีวลี ไม่มีภาพนิ่ง ไม่ม

020412

posted on 02 Apr 2012 22:51 by droptal
ณ วินที่ที่เงียบสนิท...
สุดท้ายเรื่องราวของการจากลาคือเรื่องราวที่ถูกต้องและเป็นไปในที่สุด

เหนื่อย

posted on 25 Mar 2012 00:57 by droptal

                 วันก่อนผมได้มีโอกาสคุยกับอดีตรุ่นน้องเพื่อนร่วมงาน ได้ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบไปตามเรื่อง ตามราว

จะว่าไปผมกับน้องคนนี้ก็ห่างกันไปพอสมควรนับตั้งแต่หนังสือหัวหนึ่งปิดตัวลงอย่างเงียบๆ

 

                เวลา ณ ห้วงวันนั่นหว่าเว้มองไปทิศทางไหนก็มืดมัวหมองดำ ทางเดินที่ไปไม่ถึงนั้น

อยู่ตรงหน้า ทางเดินที่มีเพียงใจมันไม่พอ ทางเดินที่ไม่มีใครคิดอยากใครไปทางนั้นผมกับน้องคนนั้นอยู่

อยู่กันแค่ 2 คน อยู่ด้วยใจ อยู่ด้วยรัก รักที่จะฝัน ฝันว่าอักษรที่เรียงร้อยยังคงดำเนินไปได้ ตามทิศทางของมัน

 

 

                แต่สิ่งที่เราอยู่ตอนนั้นไม่ไม่ใช่เส้นตัดระหว่างความฝันและความจริง

ชีวิตมีสิ่งอื่นใดประกอบกันมากกว่านั้น มากเกินกว่านั้น ผมและน้องคนนั้นเดินออกจากห้อง

หัวมุมซ้ายสุดของชั้น 4 เดินออกมาท่ามกลางความผูกพันธ์ของทุกๆสิ่ง น่าแปลกที่ตอนผม

กับน้องคนนั้นอยู่เราได้ใช้ประโยชน์ตักตวงความสบายอย่างไม่เคยเห็นมันเป็นสิ่งที่เราต้องรักษา

ต้องถนอม แต่ย่ามที่เราเดินจากออกจากห้องมานั้นของทุกชิ้น เครื่องใช้สำนักงาน อุปกรณ์คอม

โต๊ะ ตู้ หนังสือ เครื่อง FAX ทุกสิ่งทุกอย่างเอ๋ยคำลาจากกัน เอ๋ยคำขอบคุุณซึ่งกันและกัน

แม้ทุกสิ่งเงียบงันแต่ผมได้ยิน เสียงมันดังมาที่หัวใจของผม

 

                เรื่องสนธนาดำเนินเรื่องราวไปเงียบเฉย ทุกอย่างมันมีที่มามีสุขทุกข์ปะปน

ผมเอ๋ยคำหนึ่งให้น้องได้ยิน "ผมเหนื่อย" น้องคนนั้นถามผมอีกครั้งว่าพี่ว่าไร ผมยังยืนคำตอบเดิม

คำตอบที่ถามอีกกี่รอบคำตอบก็คงเดิม น้องเพื่อนร่วมงานเก่ากล่าวเรียบง่าย รุนแรง รู้สึก

พี่ของน้องไม่เคยเหนื่อยนะ พี่ของน้องทำงานไม่เคยท้อนะ........

 

                ผมได้เพียงนิ่ง รอ และหวังให้เวลาที่สุดแสนจะอึดอัดผ่านผมไป

นั่นซิตอนนี้ตัวผมเหนื่อยอะไร ไม่ต้องใช้สมองคิดงาน เขียนงาน

ไม่ต้องไปพบป่ะผู้คน ไม่ต้องติดต่อโรงพิมพ์ ไม่ต้องบรู๊ฟงาน  ไม่ต้องออกงานเอาหนังสือไปขาย

ผมแค่นั่งในห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศ นั่งดื่มกาแฟ ไปให้ทัน กลับให้ตรง

แค่นั้น ทำไมผมถึงเหนื่อย...ทำไม ทำไม

 

ณ.ยุ่งเหยิง

posted on 19 Mar 2012 20:29 by droptal

 

ท่ามกลางกระแสชนคนเดินไป คนหนึ่งหยุดยืนอยู่ตรงนั้น

ตรงที่คนพลุพล่านที่สุดตรงนั้น ตรง BTS สยาม ผมยืนอยู่ ยืนรอคนๆเดียวอยู่

 

 

คนเดียวคนนี้เป็นใครก็ไม่รู้ รู้เพียงแต่เพื่อนแนะนำให้ รู้เพียงแต่เค้าอยากหาคนมาช่วยเค้าทำงาน

ใจจริงของผมวันนี้ ตอนนี้คือผมควรไปพักผ่อนและผลาญเวลาที่หลงเหลือของเสี้ยววัน

ให้หมดไปบนอานมอไซค์ ไม่คันไหนก็คันหนึ่ง ที่จอดเพียงไว้ใกล้ตาตรงหน้าต่าง

 

 

สายลมที่ควรสาดกระทบหน้าสยายผมก่อนมุดลงท้ายท้อยลอยผ่านสลายตัวไปตอนนี้มันไม่มี

มีเพียงแต่สายลมที่หยาบกระด้าง โหมกระหน่ำพัดโรมรันของเจ้ารถไฟฟ้า ลมที่กระหน่ำพัดทุกอย่าง

เพียงเพื่อให้ตัวมันเองเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว  ไร้อารมณ์ไม่สนใจความรู้สึกมันเป็นเครื่องจักร

 

แล้วเจ้ามอไซตืที่จอดเต็มหน้าบ้านไม่ใช่เครื่องจักรหรือ?

ผมตอบไม่ได้ แต่ตอบได้เพียงมันมีชื่อ มีอารมณ์สอดคล้องต้องกันกับผม

ยามที่ผมลูบถังพูดคุยกับผม เติมคันเร่งไปกับมัน

นี้คงเป้นความผูกพันธ์ที่เกินว่าแหล่งกำเนิดได้ระบุไว้

 

 

 

3ทุ่มกว่า ผมกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่บนรถตู้ ทุกคนหลับไหล

ดังว่าทุกคนบนรถตู้ถูกดึงปลั๊กจบหมดกันไปเสียอย่างนั้น

สายตาที่มองทะลุหน้าต่างบนโทลเวย์ในยามนี้เงียบเฉียบ

หนาวเหน็บเจ็บใจเข้าถึงอารมณ์เหงาได้เต็มทรวงจริงๆ

 

3 วันแล้ว

posted on 15 Mar 2012 23:43 by droptal
3 วันแล้วที่หยุดยาสูบ
3วันแล้วที่อารมณ์ป่วนแปร
3 วันแล้วที่วงจรชีวิตหลุดจากกรอบของยามา
 
3 วันนี้ทรมานมากแล้ว แต่ไม่เท่าเลยที่ต้องทรมานจากการทำร้ายคนที่เรารักเขา
และเขาก็สุดแสนที่จะรักเรา
 
 
 

ยามค่ำวันที่สิบเอ็ด

posted on 12 Mar 2012 08:10 by droptal

เมื่อยามที่ชีวิตของคุณต้องครุ่นคิด คุณจะพึ่งพาสิ่งใด?

ผมถามคำถามนี้กับชีวติที่ไร้สาระเมื่อวันนี้ วันที่ย่าง35

พึ่งคำพระ พึ่งคำสอนกระนั้นหรือ?

พึ่งประสบการณ์ถูกผิดที่ผ่านมาและผ่านไปหรือ?

 

ชีวิตมันคงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวแน่นอน มีเพียงความไม่แน่นอนนี้แหละที่สำเร็จ

35 ปีที่จะป่านไป เรียนมาก็เยอะ ผ่านคนมาก็แยะ

สุดท้ายมีเพียงตัวเรา ตัวตนของเราเท่านั้นที่อยู่กับเราเอง

ไม่มีสมบัติ ไม่มีความรู้ ไม่มีความคิด มีเพียงสิ่งที่เรารู้

มีเพียงสิ่งที่เราคิด มีเพียงข้างของที่วางเรียงรายล้อมกายรอบตัว

ลมหายใจที่ผ่าวร้อนแผ่วรินยังคงดำเนินต่อไปอย่างช้าๆ

มสิ่งนี้ทำให้รู้ว่าเรายังอยู่ แต่ความคิดที่มีมันสวนทางกัน

ทุกๆวินาทีบอกว่าเราไม่มีตัวตนอยู่ เราแค่อิงกับกระแสธารของเวลาในชั่วขณะของชีวิตเท่านั้น

ใช่เราตายไป เราตายไปจากสังคม เราตายไปแม้ตอนที่ลมหายใจของเรายังอยู่

 

ตอนนี้ผมคงเป็นเพียงก้อนเนื้อ ก้อนหนึ่งที่ไร้ค่าในสังคมสังคมหนึ่งที่วนอยู่รอบๆตัวของผม

ผมไม่ได้สร้างสรรค์งานใดออกมา ผมแค่คนมีความคิด ที่ได้แค่คิด

ผมมีเพียงความฝันที่เฝ้าแต่ว่ามันจะเป็นจริง ซึ่งแท้ที่สุดแล้วมันไม่เป็นจริง

เวลาที่ผ่านมา 35 ปีมันบอกผมอย่างนั้น....

 

 

ท้ายสุดนี้ที่เขียนมาคงไม่มีคำตอบใดที่ให้กับผม แต่ผมมีคำถามให้กับผมอีกข้อหนึ่ง

ว่าผมจะยังคงอยู่อย่างนี้ แบบนี้อีกหรือ? ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่อีกไม่มากน้อยลมหายใจ

เปล่าเปลียว

posted on 01 Mar 2012 22:38 by droptal

บ้านเธอ ฉันอยู่ อยู่หน้าบ้านเธอ .....
หวังเพียง หวังเพียง เห็นเธอ...หวังเพียงเห็นหน้าเธอ

ก็โกรธเกลียดกัน ทะเลาะเรื่องยาว
ศักดิ์ศรีเต็มอก ความรักติดใจแยกไม่ออก ไม่ออก

หมดแรง แขนขาหมดแรง สายตามัว พล่ามัว
จะขอโทษพูด พูดขอโทษ พูดอะไร พูดไม่ออก  ไม่ออก

รักพา พาฉันมา และปล่อยทิ้ง แค่หน้าบ้านเธอ บ้านเธอ
ความรักยังอยู่ในหัว ในจิตใจ  เต็มไปด้วยตัวเธอ เรื่องของเรา

หวังเพียงสายลมน้อยพัดพามา มาที่ฉันและเธอ
พบเจออีกครั้งก็พอในชีวิต แม้สุดท้ายไม่สมหวัง

ขอเพียงอย่าให้วันนี้เปล่าเปลี่ยวเป็นพอ
จะสุข จะทุกข์ขอมีเพียง มีเพียงวันนี้เป็นพอ.....




กองบิล

posted on 23 Feb 2012 23:32 by droptal
ลิ้มรู้รสชาดของมนุษย์เงินเดือนได้เป็นอย่างนี้ก็ต่อเมื่อสิ้นเดือนมาถึง
รายจ่ายทุกสิ่งพันมาร่ายล้อมซ้ายขวาหน้าหลังทุกค่า
ที่เคยเงียบหายไปช่วงกลางเดือนก็โผล่มาให้เห็น
ความหมายของเดือนแต่ล่ะเดือนคงมีแค่ตอนนี้ตอนสิ้นเดือน

ซองกระดาษสีชูดชาดเรียบๆ บ่งบอกรายจ่ายที่ต้องแบ่งออก
จากเงินเดือนเงินที่คงเหลือบัดนี้ก็ทำได้เพียงต่อลมหายใจอันรวยริน
ไปจวบสิ้นครบเดือนอีกครา

ผมทำอะไรอยู่เนี้ย มีอะไรที่ชีวิตมยังไม่ได้ทำอีกตั้งเยอะนี้บ้าง
ที่ปีนี้อาจจะเป็นปีที่ยาวนานที่สุดของชีวิตของผมก็เป็นได้