17.11.09

posted on 17 Nov 2009 00:54 by droptal
วันนี้คงเป็นวันธรรมดาของใครหลายคน และในความรู้สึกของผมก็เป็นวันธรรมดาเช่นกัน
เพียงแต่เลขกำกับของวันเวลาคล้องจองกับเลขวันที่ตัวผมได้เกิดมาบนโลกใบนี้เท่านั้น...

วันนี้ผมได้เขียนบันทึกขึ้นอีกครั้ง มันมีมากมายหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผม
ในตลอดระยะเวลาที่ผมได้เกิดมา และคงจะอีกหลากหลายเรื่องราวก่อนที่ผมจะจากไป

ระยะเวลาช่วงจวบเดือนที่ผ่านมามันไม่ได้แวะเข้าคีย์บอร์ดเพื่อพิมพ์งานเลยซักครั้ง
เนื่องจากหลายเรื่องราวมันประเดประดังเข้ามา จนบ้างครั้งเรื่องที่ผมเผื่อใจไว้ก็ไม่เพียงพอ
ที่จะรับความเจ็บปวดที่มันผ่านเข้ามา แต่ชีวิตก็คือชีวิตใช้ไม่ใช้ก็หมดไป
จะเลือกใช้มันจองจมในความโศก หรือหยุดพักเรื่องต่างๆแล้วเดินหน้าไปด้วยความมุ่งมั่นต่อไป
ผมเลือกมันทั้ง 2 ทาง เพียงแต่ทางเลือกที่ 1 ของผมคงผมเคยบันทึกนี้เขียนเสร็จ

ขอบคุณนะประสบการณ์ที่สุขจมความเศร้าของขวบปี

วันนี้

posted on 07 Oct 2009 22:17 by droptal
 " class="" />

edit @ 7 Oct 2009 22:18:31 by droptal

edit @ 17 Nov 2009 00:53:10 by droptal

วันนี้เศร้าและคิดถึง

posted on 06 Oct 2009 11:28 by droptal

 

edit @ 6 Oct 2009 11:30:54 by droptal

 

3 ฤดู



 

     ลมหนาวมาพัดหวน  ให้ชวนฝัน
คิดถึงวันที่เฝ้าน้อม         อุ่นอกไอ
มาวันนี้ตัวไกลใจแยก      แตกกันไป
มิมีวันไหนที่ลืมคิด         จิตอยู่เดิม

     ร้อนแล้งลมแรงโหม  พัดให้จาก
ก็พลัดพลากห่างชั่วครู่    แค่โมงยาม
เพียงอารมณ์ที่ร้อนแรง   เผาเราคู่
ทุกโมงยามบรรเทาเจือจาง เป็นไม่มี

     ฝนห่าใหญ่พายุยักษ์    รุกเข้ามา
เปียกกระหน่ำโหมแรง     มิอาจต้าน
ฝนโดนใจหนาวจิต          คิดสะพรึง
ว่าคนมีใจ ที่ใจมี              อยู่อย่างไร

edit @ 6 Oct 2009 13:34:59 by droptal

รอยเท้าที่ทางตีน

posted on 24 Sep 2009 23:01 by droptal

 


ค้นหามากหลากหลาย        ลมหายใจ
คือสิ่งของอำพรรณ        ที่รายล้อม
คือฐานะที่คนตั้ง        ที่เราหลง กระนั้นหรือ....

สองมือสองเท้าของเรา        ใช้ชั่วคร่าว
ใช้สรรสร้าง สร้างสรร        ใช่กอบโกย
วันหนึ่งถึงวัน สิ่งใด        ไร้ครอบครอง....

หากอยากรู้ว่าเกิดมาเหลือสิ่งได้    ให้หันกลับ
มองย้อนไปในบุคคลเก่าก่อน    ถึงเป็นอยู่
แบบไหน อย่างไร เท่าไร    ก่อนเรามา
สิ่งเหล่านั้นวันนึง หนึ่งวัน    ถึงคราเรา
หลบชั่วคร่าว หลีกชั่วครู่    ไม่พ้นทาง
หันตั้งหลัก ตั้งหน้าสู้        สมที่เกิด...


 

ทฤษฎีหอยในกระบอก

posted on 26 Aug 2009 22:44 by droptal


      ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนที่จังหวัดกาจญ
และผมก็ได้ไปในช่วงที่เขื่อนปล่อยน้ำผ่าน gen เพื่อปั่นไฟทั้ง 3 โมบายนั่นแหละครับ
เพียงแต่ว่าผมไปที่หัวเขื่อน เค้าปล่อยน้ำกันที่ท้ายเขื่อน จึงไม่ค่อยได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าไร
 

     ผมออกจากรุงเทพค่อนข้างดึก เดินทางไปโดยรถเพื่อนอ้วนเพื่อนดึกดำบรรพ์
ที่หลงเหลือเพียงไม่กี่คนของผม ขาขึ้นผมเดินทางโดยแวะจุดแรกคือปั๊มน้ำมันที่มีการเลี้ยงปลาตัวใหญ่ๆ
ในบ่อใหญ่ๆ และมีเหรียญมากมายในบ่อ มีป้ายบอกวัตถุประสงค์ในการใช้เหรียญที่ได้
จากผู้ที่โยนเหรียญลงบ่อ (ผมว่ามันดีและเท่ห์นะ ทำความดีโดยให้ความดีย้อนกลับคนที่คิดดี)
หลังจากพักคน พักรถได้เพียงพอ สติที่เหลือผ่านการเดินทางผมก็หมดลง.......zzZZZZZZZZ

 

  ผมตื่นขึ้นมาบนทางเข้าแพที่พัก รถโยกเอียงตวัดตัวตามลอยล่องของช่องพื้น
กว่า 30 กม. ถึงจะถึงแพที่พักเล่นเอาผมย่ำแย่ไปมิใช่น้อย ประจวบกับฟ้าที่มืดทางไม่สมประกอบ
30 กิโลก็เล่นกว่าจะถึงที่พักก็เลยครึ่งคืนมาหลายช.ม.
 

      จุดประสงค์หลักของทริปนี้คือตกปลา  การตกปลาคือกีฬาในแง่มุมของผู้ตกปลา
เป็นการทำบาปต่อปลาในสายตาของคนวงนอก สำหรับผมมันคือการฆ่าเวลาที่เหลืออยู่ของตน
อย่างมีจุดมุ่งหมาย  ผมไม่ชอบการตกปลาเท่าไรนัก แม้จะผ่านการตกปลาทั้งบ่อปลา แม่น้ำ
ทะเล หรือแม้แต่การตกปลาในเขื่อนครั้งนี้ และเมื่อผมไม่ตกปลา การเล่นไพ่จึงน่าจะเป็นดี
ในการล่องแพไร้จุดหมายเช่นนี้...
 

     เล่นไพ่มีได้ก็มีเสีย มีเสียแล้วก็มีเสียอีก มีเสียแล้วเสียแล้วยังเสีย มีเสียจนสุดท้ายไม่มีเสีย
และผมเป็นอย่างหลัง ทุกอย่างดูเคลื่อนไหวไม่คล้องจ้องกับๆไพ่ในมือ การเล่น Dummy คือการเล่น
เกมส์ผ่านไผ่ในมือของสมองของเรา สุดท้ายสมองของผมไม่สามารถฝ่าฟันเกมส์นี้ได้ดีกว่าสมอง
ของเพื่อนๆในวง นั่นคือเหตุผลที่เสียจนไม่มีเสีย
 

     ถ้าหากคุณอยู่ในภาวะอึดอัดครั้งใด คุณก็จะพุ่งไปหาทางออกเร็วที่สุดเท่านั้น(ถ้ามีนะ)
ผมก็เช่นเดียวกัน เมื่อไม่เล่นไพ่ ไม่ตกปลา ชีวิตบนแพก็เหมือนโดนขังด้วยสายชล บนพื้นที่จำกัด
ซึ่งคน ณ หลาย

 

                         >ในที่มืดอับแสงขอมีหวัง แม้เศษหวังยังได้หวังยังเหลือฝัน<


       ทันใดนั้นเพื่ออ้วนของผมก็ชวนผมออกเรือไปหาหอยโข่งเพื่อมาแกงกินกัน
จริงแล้วผมอยากมาพักผ่อน นอนๆๆๆๆ กินๆๆๆๆ เท่านั้น แต่เมื่อแพร้อน ไพ่เสีย ตกปลาไม่เป็น
ก็คงไม่มีอะไรจะเสีย หรือดีกว่าหาหอยแล้วล่ะ ....

 

  หอยจุ๊บคือเป้าหมายของเราทีมล่าสังหารหอย หอยจุ๊บจะมีอยู่มากๆที่โคลนตรม
กับที่ไม้ไพ่ กิ่งไม้ข้างสายน้ำ และทีมเราเลือกหาหอยกันที่ไม้ไพ่และกิ่งไม้ก่อน เนื่องจากมันจะสะดวก
เวลานำหอยที่ได้มาประกอบอาหาร หอยที่เกาอยู่กิ่งไม้ข้างสายชลนั้นไม่ยากเอามือดึงนิดหน่อยก็ได้ตัว
แต่หอยที่อยู่ในปล้องไม้ไผ่ที่ผุเก่านี้ซิยาก โดยความยากในเวลาที่แสนเซ็งอันน่าเบื่อผมเลยตั้งทฤษฎีหนึ่ง
ทฤษฎีขึ้นมา ทฤษฎีที่ว่าคือทฤษฎีหอยในกระบอก
 ถ้ามีคำถามว่าคุณจะทำอย่างไรในการเอาหอยออกจากกระบอกที่กลางเก่า กลางผุ
ในขณะที่คุณอยู่กลางน้ำ....

     ไม่มีทางเอาหอยออกจากกระบอกที่อยู่กลางน้ำโดยไม่มีรูในกระบอกใหญ่เพียงพอ
ไม่ว่าคุณจะเอามือกระชากกระบอก ทุบกระบอกไม้ไผ่ที่กลางเก่ากลางผุ มันก็ไม่บริ
และแม้ว่าคุณจะเอาน้ำเข้าไปในกระบอกเพื่อดูดหอยออกมามันก็ไม่ออก เพราะรูที่มันเข้า
ไปตอนหอยมันเด็กๆนั้น ไม่สามารถนำมันออกมาตอนมันโตได้อีกแล้ว  สรุปคือเอาหอย
ออกจากไม้ไผ่ไม่ได้ ไม่มีใครทำ   ชาวบ้านก็งมหอย แต่คนกรุงจะหาจากปล้องหอยไม้ไผ่ ฮ่าๆๆๆๆ

     ทฤษฎีนี้คืออะไร มันคือการสอนให้ผมรู้ว่าไม่ว่าคุณคิดว่าคุณจะเก่งแค่ไหนก็ตาม
ความเก่งที่คุณคิดว่ามีก็แค่กะลาใบหนึ่งที่ครอบคุณไว้ ที่คุณต้องการให้ครอบไว้เท่านั้น
ปัญญาที่คุณมีก็คือมี ปัญหาที่มีก็คือมี ไม่ใช่ว่ามีปัญญาและจะแก้ปัญหาได้เสมอไป

    ผมโยนกิ่งไผ่ไปไกลด้วยโมโห ก้มหน้าก้มตาหาหอยที่โยนในโคลนตรมด้วยรู้สึกถึงปัญญา
ของตน ปัญญามีเท่าไรไม่สำคัญการใช้ปัญญาให้เหมาะสมกับโอกาสที่มีนี้แหละสำคัญ
เพียงทำได้เท่านี้กะลาใดก็กว้างสุดขอบสุดของกะลา....

*อยากให้ที่ทำงานนักทฤษฎีลงมือปฏิบัติจริง เพราะเมื่อเค้าปฏิบัติจริงเค้าก็จะได้ทฤษฎีจริง ที่ไม่ต้องอิงทุกทฤษฎีในโลกเพราะการปฏิบัติคือการเขียนทฤษฎีด้วยการกระทำ
 
 

 

 

อ่าน

posted on 12 Aug 2009 23:40 by droptal

นานเหลือเกินที่ผมไม่ได้หยิบหนังสือในโลกวรรณกรรมขึ้นมาอ่าน
มันเนิ่นนานเสียจนเส้นเลือดสายวรรณกรรมในตัวผมนั้นแห้งขอด
ตีบรีบแทบไม่เหลือเค้าร่างโครงเดิม กายสัมพันธ์ที่เคยเหมาะสมคล้องจองในการอ่าน
บัดนี้มันขัดขืน และฝืดเคืองในการอ่านเป็นอย่างยิ่งหน้าในแต่ล่ะหน้า
เปิดในแต่ล่ะครั้งมันช่างยากเย็นสุดแสนที่จะอ่านผ่านมันไปได้
สายตาที่เคยเฉียบคมบัดนี้ลางเลือน และเริ่มมัว


บ้างที่ชีวิตที่ก้าวข้ามแต่ล่ะวัยอย่างเยือกเย็นในความรู้สึก
ทว่ามันแฝงไปด้วยความเร็วรวดของร่างกายที่ผันผ่าน
วันเวลาไม่เคยหลอกใคร คำพุดตำใดพิสูจน์ได้ด้วยเวลา
ตัวผมเองก็พิสูจน์ได้ด้วยหลักการหลักนี้
ไว้แต่คำถามนี้คำถามเดียวเธอยังจะพิสูจน์ตัวตนของผมอีกไหม....

edit @ 12 Aug 2009 23:41:30 by droptal

ชอบๆๆ

posted on 11 Jul 2009 19:34 by droptal

 

 

 ฟังแล้วชอบมใครผ่านมาก็อยากให้ฟัง

***ขอขอบคุณ www.showded.com

edit @ 11 Jul 2009 19:35:24 by droptal

edit @ 11 Jul 2009 19:36:26 by droptal

edit @ 11 Jul 2009 19:37:12 by droptal

edit @ 6 Oct 2009 11:30:14 by droptal

edit @ 17 Nov 2009 00:53:21 by droptal

090709

posted on 10 Jul 2009 17:00 by droptal
ความรู้สึกตอนนี้เป็นอย่างไรบอกไม่ถูก

มีเพียงวลีนี้เท่านั้นที่กลั่นออกมา





หนทางข้างหน้าจะสุขสมหรือโศกเศร้าไม่อาจรู้

รู้เพียงแต่ตอนนี้ต้องการนั่งตรอมตรมอยู่ตรงนี้..

วิธีทำ

posted on 28 Jun 2009 23:51 by droptal

วันนี้อยากแต่งเพลง อยากเขียนเพลง ก็เลยเขียน

หากมีคนถามว่าเพลงร้องอยากไร ผมคงตอบไม่ได้

รู้เพียงว่าเพลงนี้ตรงตามรู้สึกของใจที่ต้องการ ก็เท่านั้น...

 

วิธีทำ
จะบวก จะลบ ผมทำได้อยู่ ก็มันง่ายใครก็ได้
แม้คูณ หารจะยากหน่อยทำบ่อยๆคงจะคล่อง
แต่เรื่องหนึ่งเรื่องเดียวที่ยากเกินผมเข้าใจ เรียนรู้ คงไม่มีทาง....

จะไปเหนือ ล่องใต้ง่ายอยู่ผมไปได้
อีกอีสาน ตะวันออกยันตะวันตกจะไปคงต้องถึง
แต่จะไปถึงเธอ เข้าใจกันยากแม้พยายามยังงงเท่าเดิม

*ก็เธอ เธอวนเวียนในหัว แม้ตื่นหลับยังมี เธอ
เธอ เธออยู่ใกล้ตัว แท้จริงฉันไกล เธอ
ไกลเกินฉันจะเข้าใจ ไกลจนยากจะเข้าไป ขอฉันเพียงขอ...
 
**บอกฉัน บอกหน่อย ต้องทำอย่างไร เท่าไหน
ถึงจะเข้าใจ แก้ปมที่ต่าง แปลกแยกที่ผ่านมา
(ก็ที่หมายคือเธอ แม้สุดทางปลายสุดฝัน จะโศกสุขหาวิธีทำเพื่อได้รู้.... )


ก็ชีวิตมีชีวิตเดียว ดังคำกล่าวใช้ไม่ใช้ก็หมดไป และฉันใช้ชีวิตที่เหลือกับเธอได้ไหม
มีไหมทาง มีไหมวิธีทำที่เธอต้องการขอฉันรู้ แม้เพียงนิดฉันก็จะไป...

*, **

I'm sick

posted on 01 Jun 2009 21:48 by droptal

      ผมปั่นจักรยานกลับบ้านที่ในคืนที่ฝนพร่ำดาวเปลี่ยว
ร่างกายเปียกปอนในสายฝนจากฟากฟ้า จิตใจเลอะเลือนด้วยสายน้ำอำพันจากขวดแก้ว
ผมไม่รู้ว่าคำคืนนี้เรื่องราวของคนทั้งโลกจะจบลงยังไง รู้แต่เพียงร่างกายของผม
ต้องรับต่อแรงกดดันจากภายในและภายนอก เนื้อตัวที่เปียกปอนแต่ร่างกายกับเร่าร้อน
ผมเป็นอะไรไป หนาว เมา หรืออย่างไร?


    อย่างเข้าอรุณรุ่งของอีกหนึ่งวันร่างกายครึ่งร้อนครึ่งหนาว เรี่ยวแรงในร่างกายสูญหาย
เหลือไว้เพียงกลิ่นเบียร์ ไอบุหรี่ ที่ฝั่งรากลึกตราตรึงในร่างกายที่หนักอึ้ง ผมไม่สบายหรือนี้...


    ผมนอนตั้งแต่เริ่มรู้สึกตัว 7.00 น. ถึง19.00 น. ร่างกายนี้ก็ยังไม่คลายอาการ
คล้ายกับร่างกายนี้ต้องการอยู่ในสภาพแบบนี้ อยู่อย่างนี้ เป็นอย่างนี้ อย่างที่มันต้องการ
ไม่ว่าผมจะฝืนลุกฝืนร่างกายของผมเพียงใด แต่ก็พบว่าร่างกายร่างนี้ต้องการเพียงอย่างเดียวคือการนอนนอน นอน และนอน โลกหมุนไป คนเคลื่อนไป บรรยากาศผ่านไป จากรุ่งเช้าย่างเข้ากลางวันคล้อยหลังไปจนหัวค่ำ แต่ผมยังอยู่ที่เดิมยังนอนเหมือนเดิม ผมนอนจนรู้สึกว่ากระดูกที่นอนสัมผัสกับพื้นนั้นเริ่มมีอาการปวดจากการกดทับของร่างกาย และไม่ว่าผมจะพลิกร่างกายส่วนใดแบบไหน ความเจ็บปวดนี้ก็มิได้คลายหายไปกับรุนแรงและเจ็บปวดมากขึ้น มากขึ้น สิ่งที่ผมทำได้ตอนนั้นก็คือทำให้ร่างกายนั้นหายสติไปให้ไวที่สุดและนานที่สุดเท่าที่จิตของผมจะทำได้


    แสงสีแห่งนครไม่เคยหลับสว่างไสวบอกเวลาหากินของกลุ่มคนอีกกลุ่มนึง ผมก็เช่นกัน
ผมนำร่างกายไปวางที่ริมทางบนทางเท้า เฝ้ามองรถราเคลื่อนไหว เฝ้ามองผู้คนเดินทาง
ในใจนี้คิดเสมอการเดินทางของมนุษย์นั้นคงไม่มีวันจบสิ้น ที่จบสิ้นคงเป็นเพียงร่างกายที่ห่อโอบรัดจิตใจของมนุษย์เท่านั้น ผมนั่งทอดสายตาไปบนฝากฟ้าแล้วตัวผมเองล่ะ ร่างกายนี้เดินทางมาเพียงพอแล้วหรือยัง จิตใจนี้ยังอยากเดินทางไปที่ไหนต่ออีกหรือไม่ นั่งคิดไปปลดปล่อยอารมณ์ไป ณ ริมทางไม่มีคำตอบในจากสมองน้อย
จากประสบการณ์ชีวิตที่จำกัดจำเกียดของผม

 

     ผมหยิบบุหรี่มาต่อดูดปลดปล่อยสายคัวนไปตามสายลม
ก่อนกับบ้านด้วยใจที่สับสนในอีกวันหนึ่งของชีวิต...


edit @ 1 Jun 2009 21:55:54 by droptal