ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนที่จังหวัดกาจญ
และผมก็ได้ไปในช่วงที่เขื่อนปล่อยน้ำผ่าน gen เพื่อปั่นไฟทั้ง 3 โมบายนั่นแหละครับ
เพียงแต่ว่าผมไปที่หัวเขื่อน เค้าปล่อยน้ำกันที่ท้ายเขื่อน จึงไม่ค่อยได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าไร
ผมออกจากรุงเทพค่อนข้างดึก เดินทางไปโดยรถเพื่อนอ้วนเพื่อนดึกดำบรรพ์
ที่หลงเหลือเพียงไม่กี่คนของผม ขาขึ้นผมเดินทางโดยแวะจุดแรกคือปั๊มน้ำมันที่มีการเลี้ยงปลาตัวใหญ่ๆ
ในบ่อใหญ่ๆ และมีเหรียญมากมายในบ่อ มีป้ายบอกวัตถุประสงค์ในการใช้เหรียญที่ได้
จากผู้ที่โยนเหรียญลงบ่อ (ผมว่ามันดีและเท่ห์นะ ทำความดีโดยให้ความดีย้อนกลับคนที่คิดดี)
หลังจากพักคน พักรถได้เพียงพอ สติที่เหลือผ่านการเดินทางผมก็หมดลง.......zzZZZZZZZZ
ผมตื่นขึ้นมาบนทางเข้าแพที่พัก รถโยกเอียงตวัดตัวตามลอยล่องของช่องพื้น
กว่า 30 กม. ถึงจะถึงแพที่พักเล่นเอาผมย่ำแย่ไปมิใช่น้อย ประจวบกับฟ้าที่มืดทางไม่สมประกอบ
30 กิโลก็เล่นกว่าจะถึงที่พักก็เลยครึ่งคืนมาหลายช.ม.
จุดประสงค์หลักของทริปนี้คือตกปลา การตกปลาคือกีฬาในแง่มุมของผู้ตกปลา
เป็นการทำบาปต่อปลาในสายตาของคนวงนอก สำหรับผมมันคือการฆ่าเวลาที่เหลืออยู่ของตน
อย่างมีจุดมุ่งหมาย ผมไม่ชอบการตกปลาเท่าไรนัก แม้จะผ่านการตกปลาทั้งบ่อปลา แม่น้ำ
ทะเล หรือแม้แต่การตกปลาในเขื่อนครั้งนี้ และเมื่อผมไม่ตกปลา การเล่นไพ่จึงน่าจะเป็นดี
ในการล่องแพไร้จุดหมายเช่นนี้...
เล่นไพ่มีได้ก็มีเสีย มีเสียแล้วก็มีเสียอีก มีเสียแล้วเสียแล้วยังเสีย มีเสียจนสุดท้ายไม่มีเสีย
และผมเป็นอย่างหลัง ทุกอย่างดูเคลื่อนไหวไม่คล้องจ้องกับๆไพ่ในมือ การเล่น Dummy คือการเล่น
เกมส์ผ่านไผ่ในมือของสมองของเรา สุดท้ายสมองของผมไม่สามารถฝ่าฟันเกมส์นี้ได้ดีกว่าสมอง
ของเพื่อนๆในวง นั่นคือเหตุผลที่เสียจนไม่มีเสีย
ถ้าหากคุณอยู่ในภาวะอึดอัดครั้งใด คุณก็จะพุ่งไปหาทางออกเร็วที่สุดเท่านั้น(ถ้ามีนะ)
ผมก็เช่นเดียวกัน เมื่อไม่เล่นไพ่ ไม่ตกปลา ชีวิตบนแพก็เหมือนโดนขังด้วยสายชล บนพื้นที่จำกัด
ซึ่งคน ณ หลาย
>ในที่มืดอับแสงขอมีหวัง แม้เศษหวังยังได้หวังยังเหลือฝัน<
ทันใดนั้นเพื่ออ้วนของผมก็ชวนผมออกเรือไปหาหอยโข่งเพื่อมาแกงกินกัน
จริงแล้วผมอยากมาพักผ่อน นอนๆๆๆๆ กินๆๆๆๆ เท่านั้น แต่เมื่อแพร้อน ไพ่เสีย ตกปลาไม่เป็น
ก็คงไม่มีอะไรจะเสีย หรือดีกว่าหาหอยแล้วล่ะ ....
หอยจุ๊บคือเป้าหมายของเราทีมล่าสังหารหอย หอยจุ๊บจะมีอยู่มากๆที่โคลนตรม
กับที่ไม้ไพ่ กิ่งไม้ข้างสายน้ำ และทีมเราเลือกหาหอยกันที่ไม้ไพ่และกิ่งไม้ก่อน เนื่องจากมันจะสะดวก
เวลานำหอยที่ได้มาประกอบอาหาร หอยที่เกาอยู่กิ่งไม้ข้างสายชลนั้นไม่ยากเอามือดึงนิดหน่อยก็ได้ตัว
แต่หอยที่อยู่ในปล้องไม้ไผ่ที่ผุเก่านี้ซิยาก โดยความยากในเวลาที่แสนเซ็งอันน่าเบื่อผมเลยตั้งทฤษฎีหนึ่ง
ทฤษฎีขึ้นมา ทฤษฎีที่ว่าคือทฤษฎีหอยในกระบอก
ถ้ามีคำถามว่าคุณจะทำอย่างไรในการเอาหอยออกจากกระบอกที่กลางเก่า กลางผุ
ในขณะที่คุณอยู่กลางน้ำ....
ไม่มีทางเอาหอยออกจากกระบอกที่อยู่กลางน้ำโดยไม่มีรูในกระบอกใหญ่เพียงพอ
ไม่ว่าคุณจะเอามือกระชากกระบอก ทุบกระบอกไม้ไผ่ที่กลางเก่ากลางผุ มันก็ไม่บริ
และแม้ว่าคุณจะเอาน้ำเข้าไปในกระบอกเพื่อดูดหอยออกมามันก็ไม่ออก เพราะรูที่มันเข้า
ไปตอนหอยมันเด็กๆนั้น ไม่สามารถนำมันออกมาตอนมันโตได้อีกแล้ว สรุปคือเอาหอย
ออกจากไม้ไผ่ไม่ได้ ไม่มีใครทำ ชาวบ้านก็งมหอย แต่คนกรุงจะหาจากปล้องหอยไม้ไผ่ ฮ่าๆๆๆๆ
ทฤษฎีนี้คืออะไร มันคือการสอนให้ผมรู้ว่าไม่ว่าคุณคิดว่าคุณจะเก่งแค่ไหนก็ตาม
ความเก่งที่คุณคิดว่ามีก็แค่กะลาใบหนึ่งที่ครอบคุณไว้ ที่คุณต้องการให้ครอบไว้เท่านั้น
ปัญญาที่คุณมีก็คือมี ปัญหาที่มีก็คือมี ไม่ใช่ว่ามีปัญญาและจะแก้ปัญหาได้เสมอไป
ผมโยนกิ่งไผ่ไปไกลด้วยโมโห ก้มหน้าก้มตาหาหอยที่โยนในโคลนตรมด้วยรู้สึกถึงปัญญา
ของตน ปัญญามีเท่าไรไม่สำคัญการใช้ปัญญาให้เหมาะสมกับโอกาสที่มีนี้แหละสำคัญ
เพียงทำได้เท่านี้กะลาใดก็กว้างสุดขอบสุดของกะลา....
*อยากให้ที่ทำงานนักทฤษฎีลงมือปฏิบัติจริง
เพราะเมื่อเค้าปฏิบัติจริงเค้าก็จะได้ทฤษฎีจริง
ที่ไม่ต้องอิงทุกทฤษฎีในโลกเพราะการปฏิบัติคือการเขียนทฤษฎีด้วยการกระทำ